บริการขนส่ง
บริการส่งของจากไทยไปต่างประเทศ
สะดวก ประหยัด คุ้มค่า
บริการครบ จบในที่เดียว
[ตรวจสอบค่าส่ง]
ทำไมต้องเลือกเรา
พันธมิตรขนส่งระดับสากล เชื่อถือได้
MADD เป็นจุดให้บริการรับส่งพัสดุอย่างเป็นทางการของ UPS (UPS Authorized Shipping Outlet) และยังให้บริการขนส่งผ่าน DHL และ Sagawa Express สำหรับประเทศญี่ปุ่น
ประสบการณ์มากกว่า 27 ปี
ให้บริการมาตั้งแต่ปี 1999 มีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งระหว่างประเทศจากประเทศไทย ดูแลลูกค้า SME ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจ E-Commerce ผู้ส่งออก และบุคคลทั่วไป พร้อมบริหารจัดการพัสดุทั้งส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุ้มค่าด้วยราคาที่โปร่งใส
ราคาขนส่งคุ้มค่าและชัดเจน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ช่วยให้คุณควบคุมต้นทุนและวางแผนการส่งของได้มั่นใจขึ้น
ดูแลมากกว่าการส่ง
เราช่วยดูแลงานที่นอกเหนือจากการจัดส่ง ตั้งแต่รับสินค้าจากผู้ขายในประเทศไทย ตรวจสอบสินค้า รวมสินค้า แพ็คสินค้า จัดเตรียมเอกสาร และประสานงานการจัดส่ง
เป็นพาร์ทเนอร์ช่วยดูแล Supplier หลายรายให้ลูกค้า
ช่วยประสานงานรับสินค้าและรวมสินค้าจาก Supplier หลายรายในประเทศไทย ตั้งแต่รวบรวมสินค้า แพ็ค และจัดส่งไปต่างประเทศ พร้อมดูแลทุกขั้นตอนอย่างใส่ใจและรอบคอบ
จุดแข็งของเรา
บริการเป็นเลิศด้วยทีมงานมืออาชีพ
ทีมงานของเราช่วยกันดูแลและรับผิดชอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดเตรียมจนถึงปลายทาง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ใจรักการบริการ และใส่ใจในรายละเอียด สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วทั้งภาษาไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น พร้อมประสานงานกับ UPS, DHL และ Sagawa Express ในประเทศไทย เพื่อให้การจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่น
เชี่ยวชาญการดูแลกลุ่มลูกค้า SME
ให้บริการกลุ่มธุรกิจ SME ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ส่งออก ทั้งลูกค้าในประเทศไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่รับสินค้า ตรวจสอบจำนวนและสภาพสินค้า รวบรวมสินค้าจาก Supplier หลายรายของลูกค้าในประเทศไทย ถ่ายภาพและจัดทำรายงาน แพ็คสินค้า จัดเตรียมเอกสาร ประสานงานการส่งออก และติดตามสินค้าจนถึงปลายทาง
บริหารการจัดส่งสำหรับ E-Commerce
บริหารและจัดการจัดส่งสินค้าจากประเทศไทยสำหรับร้านค้าออนไลน์และผู้ซื้อในต่างประเทศ ตั้งแต่การเตรียมสินค้า แพ็คสินค้า จัดเตรียมเอกสาร ประสานงานการส่งออก และจัดส่งจนถึงปลายทาง
จัดส่งยืดหยุ่น ตอบโจทย์แต่ละบุคคล
บริการจัดส่งที่ยืดหยุ่นสำหรับบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจากที่บ้าน นักท่องเที่ยว และผู้ที่กำลังย้ายไปอยู่ต่างประเทศ พร้อมช่วยออกแบบการจัดส่งให้เหมาะกับแต่ละความต้องการ เพื่อให้การส่งของไปต่างประเทศง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย
บริการของเรา
ส่งพัสดุต่างประเทศ
UPS, DHL และ SAGAWA Express
บริการสำหรับเอกสาร สิ่งของส่วนตัว และสินค้าเชิงพาณิชย์ อ่านต่อ…
พัสดุภายในประเทศ
DHL eCommerce & EMS Thailand Post
บริการจัดส่งทั่วประเทศ รวดเร็ว พร้อมระบบติดตามสถานะ อ่านต่อ…
บริการฟรี
(สำหรับพัสดุต่างประเทศ)
กล่องมาตรฐาน ฟรี !!
รับพัสดุ ฟรี !!
แพ็คสินค้า ฟรี !! อ่านต่อ…
พื้นที่จัดเก็บสินค้า ฟรี
บริการรับฝากสินค้าฟรี สำหรับลูกค้าที่จัดส่งกับเรา ให้ลูกค้ามีเวลารวบรวมสินค้าและเตรียมพัสดุได้สะดวกขึ้น อ่านต่อ…
รีวิวจากลูกค้า
พันธมิตรทางธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อย
บริการขนส่งพัสดุระหว่างประเทศ (International Courier Service)
คือบริการจัดส่งพัสดุแบบเร่งด่วน
ที่ช่วยให้การส่งของจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย
และถึงมือผู้รับ (Door-to-Door) ผ่านผู้ให้บริการขนส่งระดับสากล เช่น UPS และ DHL
บริการนี้ใช้การขนส่งทางอากาศ (Air Express) เพื่อให้ถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมระบบติดตามสถานะ (Tracking) แบบเรียลไทม์ในทุกขั้นตอน
ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เหมาะสำหรับ:
• พัสดุขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
• สินค้าน้ำหนักเบา
• การจัดส่งในปริมาณไม่มาก
• การจัดส่งระหว่างประเทศแบบเร่งด่วน
สามารถใช้ส่ง:
• ของใช้ส่วนตัว
• เอกสารสำคัญ
• ของขวัญและของฝาก
• สินค้าอีคอมเมิร์ซ
• ออเดอร์จากร้านค้าออนไลน์
พัสดุทุกชิ้นสามารถติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของการจัดส่งได้ตลอดเวลา จนกว่าพัสดุจะถึงปลายทางอย่างปลอดภัย
ไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิก ก็สามารถใช้บริการได้ทันที !!
ลูกค้าที่ส่งในนามบุคคลธรรมดา สามารถดำเนินการได้ทันที เพียงแสดงเอกสารยืนยันตัวตน
เช่นบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (Passport) หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะช่วยตรวจสอบรายละเอียดสินค้า จำนวน และน้ำหนัก หากเป็นสินค้าที่สามารถจัดส่งได้
เราจะดูแลให้ทุกขั้นตอน ได้แก่
• จัดทำใบ Air Waybill
• แพ็คสินค้าลงกล่องให้เหมาะสมกับการขนส่งระหว่างประเทศ
• แนะนำการเขียนใบแสดงรายละเอียดสินค้าตามจริงแบบถูกต้องและไม่ติดศุลกากร
เมื่อเรียบร้อยพัสดุจะถูกส่งผ่านเครือข่ายขนส่งของ UPS หรือ DHLและสามารถติดตามสถานะได้ตลอดเส้นทางจนถึงผู้รับปลายทาง
เพื่อให้พัสดุผ่านศุลกากรและถึงปลายทางได้รวดเร็ว ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนส่ง
เอกสารผู้ส่ง
• บัตรประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง
ข้อมูลผู้ส่งและผู้รับ
• ชื่อ–นามสกุล
• ที่อยู่เต็ม (ภาษาอังกฤษ)
• รหัสไปรษณีย์ (สำคัญมาก)
• เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ทั้งสองฝ่าย
ข้อมูลที่ถูกต้องจะทำให้การส่งผ่านระบบของ UPS หรือ DHL เป็นไปอย่างราบรื่น และ
ช่วยลดโอกาสพัสดุติดศุลกากร ตีกลับ หรือจัดส่งล่าช้า
เมื่อส่งพัสดุไปต่างประเทศ น้ำหนักที่ใช้คำนวณค่าขนส่งอาจไม่เท่ากับน้ำหนักที่ชั่งได้จริง เพราะ UPS และ DHL Express พิจารณาทั้งน้ำหนักจริงและน้ำหนักตามขนาดของพัสดุ ซึ่งสะท้อนพื้นที่ที่พัสดุใช้ระหว่างการขนส่ง
การเข้าใจน้ำหนักทั้งสองประเภทจะช่วยให้คุณประเมินค่าขนส่งได้แม่นยำขึ้นก่อนส่งพัสดุจากประเทศไทย
1. น้ำหนักจริง (Actual Weight)
น้ำหนักจริงคือน้ำหนักของพัสดุที่ชั่งด้วยเครื่องชั่งหลังบรรจุหีบห่อแล้ว รวมถึงวัสดุบรรจุภัณฑ์ด้วย
น้ำหนักที่นำไปใช้คำนวณค่าขนส่งอาจต้องปัดเศษตามหลักเกณฑ์ของบริการขนส่งที่เลือก
2. น้ำหนักตามขนาดพัสดุ (Dimensional Weight)
น้ำหนักตามขนาด หรือที่เรียกว่า น้ำหนักปริมาตร (Volumetric Weight) เป็นค่าที่สะท้อนพื้นที่ที่พัสดุใช้ในการขนส่ง พัสดุที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาอาจมีน้ำหนักตามขนาดสูงกว่าน้ำหนักจริง
สำหรับบริการขนส่งพัสดุระหว่างประเทศที่เข้าเงื่อนไข UPS และ DHL Express ใช้สูตรคำนวณต่อไปนี้เมื่อวัดขนาดเป็นเซนติเมตร
น้ำหนักตามขนาด (กก.) = ความยาว × ความกว้าง × ความสูง ÷ 5,000
**ควรวัดขนาดภายนอกของพัสดุหลังบรรจุหีบห่อเรียบร้อยแล้ว โดยวัดจากจุดที่ยื่นออกไปไกลที่สุด และปัดเศษขนาดแต่ละด้านขึ้นเป็นเซนติเมตรเต็มตามหลักเกณฑ์การวัดของผู้ให้บริการ
ตัวอย่าง
พัสดุมีขนาด 50 × 40 × 30 ซม.
50 × 40 × 30 ÷ 5,000 = น้ำหนักตามขนาด 12 กก.
หากน้ำหนักจริงเท่ากับ 8 กก. น้ำหนักตามขนาดจะสูงกว่าน้ำหนักจริง
3. UPS กำหนดน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่งอย่างไร
UPS เปรียบเทียบน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามขนาด สำหรับพัสดุที่เข้าเงื่อนไข โดยทั่วไปจะใช้น้ำหนักที่มากกว่าเป็นน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่ง (Billable Weight)
สามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้จากข้อมูลการจัดส่งและคู่มืออัตราค่าบริการของ UPS Thailand ฉบับปัจจุบัน
*แหล่งข้อมูล: UPS Thailand — ขนาดและน้ำหนักพัสดุ
https://www.ups.com/th/th/support/shipping-support/shipping-dimensions-weight
4. DHL Express กำหนดน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่งอย่างไร
DHL Express เปรียบเทียบน้ำหนักจริงกับน้ำหนักตามขนาดเช่นกัน และโดยทั่วไปจะใช้น้ำหนักที่สูงกว่าในการกำหนดน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่ง (Chargeable Weight)
สำหรับการคำนวณน้ำหนักตามขนาดโดยใช้หน่วยเซนติเมตรและกิโลกรัม ตัวหารมาตรฐานที่ใช้คือ 5,000 อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่งและอัตราค่าบริการสุดท้ายขึ้นอยู่กับรายละเอียดพัสดุและเงื่อนไขของบริการ DHL Express ที่เกี่ยวข้อง
*แหล่งข้อมูล: DHL Express — About Weight https://dct.dhl.com/help
5. ทำไมน้ำหนักจริงและน้ำหนักตามขนาดจึงสำคัญ
พิจารณาตัวอย่างพัสดุที่มีข้อมูลดังนี้
- ขนาด: 50 × 40 × 30 ซม.
- น้ำหนักจริง: 8 กก.
- น้ำหนักตามขนาด: 12 กก.
เนื่องจากน้ำหนักตามขนาดสูงกว่าน้ำหนักจริง โดยทั่วไปจึงใช้น้ำหนักตามขนาด 12 กก. เป็นเกณฑ์กำหนดน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่ง ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของบริการที่เลือก
ในทางกลับกัน หากพัสดุมีน้ำหนักจริงสูงกว่าน้ำหนักตามขนาด โดยทั่วไปจะใช้น้ำหนักจริงเป็นเกณฑ์กำหนดน้ำหนักที่ใช้คิดค่าขนส่ง
6. เตรียมข้อมูลอย่างไรก่อนส่งพัสดุ
หากต้องการประเมินค่าขนส่งให้ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายจริง ควรเตรียมข้อมูลดังนี้
- ชั่งน้ำหนักพัสดุหลังบรรจุหีบห่อแล้ว
- วัดความยาว ความกว้าง และความสูงภายนอกของกล่อง
- แจ้งรายละเอียดพัสดุให้ถูกต้องเมื่อขอราคา
- ระบุประเทศปลายทางและบริการที่ต้องการใช้
- ตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันของผู้ให้บริการเกี่ยวกับการปัดเศษน้ำหนัก ขีดจำกัดน้ำหนัก และค่าบริการเพิ่มเติม
ค่าใช้จ่ายสุดท้ายอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากขนาดหรือน้ำหนักที่ผู้ให้บริการตรวจวัดจริงแตกต่างจากข้อมูลที่แจ้งไว้ตอนจองส่งพัสดุ
ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างก่อนตรวจสอบค่าขนส่ง
ก่อนส่งพัสดุจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ควรเตรียมขนาดกล่อง น้ำหนักหลังบรรจุหีบห่อ ประเทศปลายทาง และบริการขนส่งที่ต้องการ เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวเลือกและค่าขนส่งได้อย่างเหมาะสม
หากต้องการตรวจสอบตัวเลือกการจัดส่งและค่าขนส่งสำหรับพัสดุของคุณ สามารถติดต่อ MADD เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยค่าขนส่งจริงขึ้นอยู่กับรายละเอียดพัสดุ ประเทศปลายทาง และเงื่อนไขของบริการที่เลือก
หมายเหตุ: สูตรน้ำหนักตามขนาดและหลักเกณฑ์การปัดเศษอาจขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ บริการที่เลือก และเงื่อนไขของพัสดุ และข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันค่าขนส่งสุดท้าย
ปรับปรุงล่าสุด: 16 ตุลาคม 2026
พัสดุที่เป็น สินค้าลอกเลียนแบบ หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
โดยทั่วไปไม่สามารถส่งออกและมีความเสียงสูงที่จะถูกปฏิเสธการขนส่งหรือถูกดำเนินการตามกฏหมาย ไม่ว่าจะส่งผ่าน UPS หรือ DHL หากตรวจพบในขั้นตอนตรวจสอบ ผู้ให้บริการมีสิทธิ์ปฏิเสธการขนส่ง และอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายศุลกากรของประเทศต้นทางหรือปลายทางได้ เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้ส่งเฉพาะสินค้าของแท้หรือสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดด้านทรัพย์สินทางปัญญา
การส่งของขวัญไปต่างประเทศเป็นวิธีหนึ่งในการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญวันเกิด เทศกาล หรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ แต่หากห่อของขวัญไว้อย่างสวยงามก่อนจัดส่ง พัสดุจะถูกเปิดระหว่างทางหรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะของพัสดุและการตรวจสอบที่จำเป็น หน่วยงานศุลกากรอาจตรวจสอบสินค้า และผู้ให้บริการขนส่งอาจดำเนินการตรวจคัดกรองด้านความปลอดภัยหรือขั้นตอนอื่นตามข้อกำหนด การห่อของขวัญไม่ได้ทำให้พัสดุได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดทางศุลกากรหรือการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง
ก่อนส่งของขวัญจากประเทศไทยไปต่างประเทศ มีเรื่องสำคัญที่ควรทราบดังนี้
1. ศุลกากรสามารถเปิดพัสดุที่ห่อของขวัญไว้ได้หรือไม่?
ได้ หน่วยงานศุลกากรของประเทศต้นทางหรือประเทศปลายทางอาจตรวจสอบพัสดุระหว่างประเทศเมื่อมีความจำเป็น เพื่อวัตถุประสงค์ด้านศุลกากร ความปลอดภัย หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
การตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งทำผิดเสมอไป เจ้าหน้าที่อาจต้องตรวจดูสิ่งของภายใน ตรวจสอบมูลค่าที่สำแดง หรือพิจารณาว่าสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดการนำเข้าหรือไม่
วิธีการตรวจสอบขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี พัสดุบางชิ้นอาจจำเป็นต้องเปิดเพื่อตรวจดูสิ่งของภายใน แต่ไม่ได้หมายความว่าพัสดุทุกชิ้นจะถูกเปิด หรือกระดาษห่อของขวัญทุกชิ้นจะถูกแกะออก
แหล่งอ้างอิง: DHL Express Thailand — พิธีการศุลกากร
2. การห่อของขวัญมีผลต่อการผ่านพิธีการศุลกากรหรือไม่?
การห่อของขวัญไม่ได้ทำให้ได้รับการยกเว้นจากการให้ข้อมูลการจัดส่งที่ถูกต้อง
เอกสารสำแดงศุลกากรต้องระบุรายละเอียดสิ่งของจริงและมูลค่าอย่างถูกต้อง ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและประเภทสิ่งของที่ส่ง อาจต้องใช้เอกสารหรือใบอนุญาตเพิ่มเติมด้วย
การเขียนเพียงคำว่า “Gift” หรือ “ของขวัญ” อาจไม่เพียงพอสำหรับการสำแดงศุลกากร ตัวอย่างเช่น หากพัสดุมีเสื้อยืดผ้าฝ้ายและแก้วเซรามิก ควรระบุสิ่งของทั้งสองรายการให้ชัดเจน พร้อมระบุว่าเป็นของขวัญตามที่แบบฟอร์มกำหนด
คำแนะนำ: กรอกข้อมูลศุลกากรที่จำเป็นให้ครบถ้วนก่อนจัดส่ง และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการบรรจุหีบห่อของผู้ให้บริการขนส่ง
แหล่งอ้างอิง:
UPS Thailand — วิธีจัดส่งพัสดุระหว่างประเทศ
DHL Express Thailand — พิธีการศุลกากร
3. ควรห่อของขวัญก่อนส่งไปต่างประเทศหรือไม่?
หากต้องการให้ผู้รับได้รับของขวัญที่ห่อไว้อย่างสวยงาม สามารถห่อของขวัญก่อน แล้วนำไปใส่ในกล่องสำหรับจัดส่งที่เหมาะสมได้
วิธีนี้ช่วยรักษารูปลักษณ์ของของขวัญระหว่างการขนส่งได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันได้ว่ากระดาษห่อของขวัญด้านในจะไม่ถูกเปิด หากจำเป็นต้องมีการตรวจสอบหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
ควรเลือกใช้กล่องด้านนอกที่แข็งแรง มีวัสดุกันกระแทกเพียงพอ และบรรจุหีบห่อให้เหมาะกับการขนส่งระหว่างประเทศ ไม่ควรใช้กระดาษห่อของขวัญเพียงอย่างเดียวเพื่อป้องกันความเสียหายของสิ่งของ
4. หากเป็นของขวัญที่แตกหักง่ายหรือมีมูลค่าสูง ควรทำอย่างไร?
ของขวัญที่แตกหักง่ายจำเป็นต้องได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะส่งในโอกาสใดก็ตาม
ควรใช้วัสดุกันกระแทกที่เหมาะสมและกล่องด้านนอกที่แข็งแรง พร้อมตรวจสอบว่าสิ่งของนั้นอยู่ในประเภทที่ผู้ให้บริการขนส่งรับจัดส่ง และสามารถนำเข้าไปยังประเทศปลายทางได้
สำหรับสิ่งของที่มีมูลค่าสูง ควรตรวจสอบเงื่อนไขของผู้ให้บริการขนส่ง รวมถึงทางเลือกในการคุ้มครองความเสียหายหรือการสูญหายที่มีให้บริการก่อนจัดส่ง อย่าคิดว่าการห่อของขวัญอย่างสวยงามจะช่วยป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่งได้อย่างเพียงพอ
แหล่งอ้างอิง: UPS Thailand — วิธีจัดส่งพัสดุระหว่างประเทศ
5. ก่อนส่งของขวัญไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
ก่อนจัดส่งของขวัญจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ดำเนินการดังต่อไปนี้
- ระบุรายละเอียดสิ่งของในเอกสารให้ถูกต้องตรงกับของจริง
- สำแดงมูลค่าสิ่งของตามความเป็นจริง
- ระบุว่าสิ่งของเป็นของขวัญในกรณีที่แบบฟอร์มศุลกากรสอบถามวัตถุประสงค์การจัดส่ง
- ตรวจสอบข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าของประเทศปลายทาง
- ตรวจสอบว่าจำเป็นต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารเพิ่มเติมหรือไม่
- เลือกบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องสิ่งของระหว่างการขนส่ง
- ตรวจสอบว่ามีอากรขาเข้าหรือภาษีที่ผู้รับอาจต้องชำระหรือไม่
กฎการนำเข้าและข้อยกเว้นทางภาษีสำหรับของขวัญแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จึงไม่ควรสรุปว่าของขวัญทุกชิ้นจะได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากศุลกากร
หากต้องการทราบข้อกำหนดเฉพาะของประเทศปลายทาง ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานศุลกากรที่เกี่ยวข้องหรือผู้ให้บริการขนส่งโดยตรง
หากกำลังวางแผนส่งของขวัญจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง ข้อมูลที่ต้องสำแดงต่อศุลกากร และข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ก่อนจัดส่ง หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมพัสดุหรือบริการจัดส่ง สามารถติดต่อ MADD เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้
การตรวจสอบพัสดุและการอนุมัติให้นำเข้าเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการขนส่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าพัสดุที่ห่อของขวัญไว้จะไม่ถูกเปิดตรวจสอบในทุกกรณี
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ข้อกำหนดทางศุลกากร ข้อยกเว้นสำหรับของขวัญ และขั้นตอนของผู้ให้บริการขนส่งอาจแตกต่างกันตามประเทศปลายทางและลักษณะของพัสดุ ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง
อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569
เมื่อส่งพัสดุไปต่างประเทศ ผู้ส่งหรือผู้รับอาจพบว่าภาษีและอากรนำเข้ามีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าขนส่งพัสดุเสียอีก ทั้งนี้ เนื่องจากค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท และมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณแตกต่างกัน
ค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการขนย้ายสินค้าจากผู้ส่งไปยังปลายทาง ส่วนค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเป็นภาษีและค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตามกฎระเบียบของประเทศปลายทาง ซึ่งอาจประกอบด้วยอากรขาเข้า ภาษีนำเข้า เช่น VAT หรือ GST ตลอดจนค่าดำเนินพิธีการศุลกากรหรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการขนส่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
ในขณะที่ค่าขนส่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ประเภทของสินค้า มูลค่าทางศุลกากร ประเทศต้นกำเนิดสินค้า พิกัดศุลกากร และกฎระเบียบของประเทศปลายทาง ดังนั้น แม้พัสดุจะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา หรือมีค่าขนส่งไม่สูง ก็อาจมีภาษีและอากรนำเข้าสูงกว่าค่าขนส่งได้
ตัวอย่างเช่น
พัสดุสองชิ้นที่มีค่าขนส่งใกล้เคียงกัน อาจมีภาษีและอากรนำเข้าแตกต่างกัน หากสินค้ามีประเภทหรือมูลค่าแตกต่างกัน หรือจัดส่งไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีและข้อกำหนดทางศุลกากรไม่เหมือนกัน
นอกจากนี้ มูลค่าทางศุลกากรอาจไม่ได้พิจารณาจากราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บางประเภทด้วย ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าของประเทศปลายทาง ในบางกรณี ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหรือข้อยกเว้นเฉพาะอาจช่วยลดหรือยกเว้นอากรสำหรับสินค้าที่เข้าเกณฑ์ได้ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ก่อนจัดส่งจะช่วยให้ประเมินค่าใช้จ่ายโดยรวมได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ต้องชำระจริงขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของประเทศปลายทางและการพิจารณาของหน่วยงานศุลกากรที่เกี่ยวข้อง
ก่อนส่งพัสดุไปต่างประเทศ
ก่อนส่งพัสดุไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศปลายทาง เตรียมข้อมูลและเอกสารการจัดส่งให้ถูกต้อง แจ้งผู้รับให้ทราบถึงภาษี อากร และค่าธรรมเนียมอื่นๆที่อาจเกิดขึ้น หรือเผื่องบประมาณในส่วนนี้ไว้เองนอกเหนือจากค่าขนส่ง
หากต้องการทราบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีและอากรนำเข้า รวมถึงเงื่อนไข DDP สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “ใครเป็นผู้ชำระภาษีและอากรนำเข้า?”
*แหล่งอ้างอิง:
UPS — Understanding Customs
European Commission — Calculation of Customs Duties
ข้อสงวนสิทธิ์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำวินิจฉัยด้านศุลกากร ภาษี หรือกฎหมาย ภาษี อากร ข้อยกเว้น และขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า ลักษณะการจัดส่ง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนดอาจมีการเปลี่ยนแปลง และค่าใช้จ่ายสุดท้ายเป็นไปตามข้อกำหนดและการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจ
อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569
เมื่อส่งพัสดุไปต่างประเทศ นอกจากค่าขนส่งแล้ว ยังอาจมีอากรขาเข้า ภาษีนำเข้า ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการจัดส่ง บริการของผู้ให้บริการขนส่ง และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ผู้ส่งหรือผู้รับ ใครเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย?
โดยทั่วไป ผู้ส่งและผู้รับสามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนำเข้า ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการจัดส่งและบริการที่เลือกใช้
หากกำหนดให้ผู้รับเป็นผู้ชำระ ผู้รับมักต้องชำระอากร ภาษี และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องก่อนรับมอบพัสดุหรือก่อนที่พัสดุจะได้รับการปล่อยจากศุลกากร อย่างไรก็ตาม หากผู้รับไม่ชำระเงิน ผู้ให้บริการขนส่งอาจเรียกเก็บยอดค้างชำระจากผู้ส่งตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ก่อนจัดส่ง ผู้ส่งควรแจ้งผู้รับให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น และตรวจสอบเงื่อนไขการชำระเงินกับผู้ให้บริการขนส่งให้ชัดเจน
DDP คืออะไร?
Delivered Duty Paid (DDP) เป็นเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศที่กำหนดให้ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและภาระหน้าที่ในการนำเข้าสินค้าตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน รวมถึงอากรและภาษีที่เกี่ยวข้อง
การใช้เงื่อนไข DDP ควรพิจารณาความพร้อมในการดำเนินการนำเข้า ข้อกำหนดของประเทศปลายทาง และบริการที่ผู้ให้บริการขนส่งรองรับ ผู้ขายควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องก่อนตกลง เพื่อประเมินต้นทุนรวมได้อย่างเหมาะสม
ค่าใช้จ่ายนำเข้ามีอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอาจประกอบด้วย
- อากรขาเข้า: คำนวณตามประเภทสินค้า มูลค่า ประเทศต้นกำเนิด และหลักเกณฑ์ของประเทศปลายทาง
- ภาษีนำเข้า: เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีสินค้าและบริการ (GST) ตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
- ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร: ค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการด้านเอกสารและพิธีการนำเข้า
- ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ: เช่น ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพัสดุหรือการสำรองจ่ายภาษีโดยผู้ให้บริการขนส่ง หากมี
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจเรียกเก็บแยกจากค่าขนส่งที่ชำระไว้แล้ว ดังนั้น การทราบค่าขนส่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้หมายความว่าจะทราบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น
หากผู้รับไม่ชำระภาษีและอากรนำเข้าจะเกิดอะไรขึ้น?
หากผู้รับไม่ชำระเงิน พัสดุอาจถูกระงับการส่งมอบหรือรอการดำเนินการตามขั้นตอนของศุลกากร นอกจากนี้ ผู้ให้บริการขนส่งอาจเรียกเก็บยอดค้างชำระจากผู้ส่งตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ผู้ส่งจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขการจัดส่งก่อนส่งพัสดุ และทำความเข้าใจว่าการกำหนดให้ผู้รับเป็นผู้ชำระไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งจะไม่มีภาระรับผิดชอบในทุกกรณี
วิธีลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายนำเข้าที่ไม่คาดคิด
แม้จะไม่สามารถทราบค่าใช้จ่ายนำเข้าที่แน่นอนได้ล่วงหน้าทุกกรณี แต่การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้
- ระบุรายละเอียดสินค้าให้ถูกต้อง อธิบายสิ่งของภายในพัสดุอย่างชัดเจน แทนการใช้คำกว้าง ๆ เช่น “สินค้า” หรือ “ของขวัญ”
- สำแดงมูลค่าให้ถูกต้อง ใช้ข้อมูลตามความเป็นจริง และเก็บหลักฐานการซื้อหรือเอกสารประเมินมูลค่าไว้เมื่อมี
- ระบุประเทศต้นกำเนิดสินค้าให้ถูกต้อง อย่าสับสนระหว่างประเทศต้นกำเนิดกับประเทศที่จัดส่งพัสดุ
- ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง ตรวจดูหลักเกณฑ์ศุลกากร ภาษี ข้อจำกัด และข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง
- ยืนยันผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนำเข้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ส่งและผู้รับเข้าใจเงื่อนไขการจัดส่งตรงกัน
- เตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าขนส่ง เผื่อค่าอากร ภาษีนำเข้า ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ก่อนส่งพัสดุไปต่างประเทศ
ก่อนส่งพัสดุ ควรตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศปลายทาง เตรียมรายละเอียดสินค้าและเอกสารการจัดส่งให้ถูกต้อง รวมถึงตกลงกับผู้รับให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ชำระภาษี อากร และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
สำหรับบริการส่งพัสดุระหว่างประเทศจากประเทศไทย MADD สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการจัดส่งที่มีให้เลือกและการเตรียมพัสดุก่อนส่งได้
*แหล่งอ้างอิง:
– UPS — Understanding Customs: https://www.ups.com/us/en/support/international-tools-resources/understanding-customs
ข้อสงวนสิทธิ์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำวินิจฉัยด้านศุลกากร ภาษี หรือกฎหมาย อากร ภาษี ข้อยกเว้น และขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า เงื่อนไขการจัดส่ง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนดอาจมีการเปลี่ยนแปลง และค่าใช้จ่ายสุดท้ายเป็นไปตามข้อกำหนดและการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจ
อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569
เมื่อพัสดุระหว่างประเทศถูกศุลกากรพักไว้ตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าพัสดุนั้นมีปัญหาหรือทำผิดกฎเสมอไป เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจต้องตรวจสอบรายละเอียดการจัดส่ง ยืนยันเอกสาร ตรวจสอบสินค้าภายในพัสดุ หรือพิจารณาว่าสินค้าปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าครบถ้วนแล้วหรือไม่ ก่อนอนุญาตให้ปล่อยพัสดุ
การทำความเข้าใจสาเหตุที่พบบ่อยของความล่าช้าทางศุลกากร จะช่วยให้คุณเตรียมพัสดุได้รอบคอบขึ้น และทราบว่าควรทำอย่างไรเมื่อมีการขอข้อมูลเพิ่มเติม
1. เอกสารการจัดส่งไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
การจัดส่งระหว่างประเทศส่วนใหญ่มักต้องใช้ใบกำกับสินค้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Invoice) หรือใบกำกับสินค้าเบื้องต้น (Pro Forma Invoice) ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ใบอนุญาต หรือใบรับรองตามข้อกำหนดเฉพาะด้วย
พัสดุอาจล่าช้าหากเอกสารขาดหาย กรอกข้อมูลไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือมีรายละเอียดไม่ถูกต้อง
วิธีช่วยลดความล่าช้า: ตรวจสอบชื่อและที่อยู่ผู้ส่งกับผู้รับ รายละเอียดสินค้า จำนวน มูลค่าที่แจ้ง และข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นให้ถูกต้องและสอดคล้องกันในเอกสารทุกฉบับ
*แหล่งข้อมูลทางการ: DHL Express Thailand — เอกสารและข้อมูลที่จำเป็นสำหรับพิธีการศุลกากร
2. รายละเอียดสินค้าไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงกับความเป็นจริง
เจ้าหน้าที่ศุลกากรจำเป็นต้องทราบว่าสิ่งของภายในพัสดุคืออะไร คำอธิบายที่กว้างเกินไป เช่น “สิ่งของ” “ของขวัญ” หรือ “เครื่องประดับ” อาจไม่เพียงพอสำหรับการระบุประเภทสินค้า
รายละเอียดที่แจ้งควรอธิบายสินค้าตามจริงให้ชัดเจน เช่น ระบุว่าเป็น “เสื้อยืดผ้าฝ้าย” แทนการเขียนเพียงว่า “เสื้อผ้า” สำหรับสินค้าบางประเภท อาจต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัสดุ วัตถุประสงค์การใช้งาน จำนวน และพิกัดศุลกากรด้วย
วิธีช่วยลดความล่าช้า: ระบุรายละเอียดสินค้าแต่ละประเภทให้ถูกต้อง และเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง ห้ามแจ้งรายละเอียดสินค้าอันเป็นเท็จเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงภาษี อากร หรือการตรวจสอบ
*แหล่งข้อมูลทางการ: UPS Thailand — วิธีจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ
3. ข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลค่าสินค้าหรือพิกัดศุลกากร
เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจตรวจสอบมูลค่าสินค้าที่แจ้ง พิกัดศุลกากร ประเทศต้นกำเนิด จำนวนสินค้า และรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อพิจารณาว่าการแจ้งข้อมูลเป็นไปตามกฎของประเทศนั้นหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าต้องเสียอากรหรือภาษีหรือไม่
หากเจ้าหน้าที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลค่าหรือการจำแนกประเภทสินค้า อาจขอเอกสารประกอบ เช่น ใบกำกับสินค้า หลักฐานการชำระเงิน หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
วิธีช่วยลดความล่าช้า: แจ้งข้อมูลสินค้าและมูลค่าตามความเป็นจริง พร้อมเก็บใบสั่งซื้อ ใบกำกับสินค้า และหลักฐานการชำระเงินไว้เพื่อใช้เมื่อมีการร้องขอ
*แหล่งข้อมูลทางการ: DHL Express Thailand — พิธีการศุลกากร
4. การตรวจสอบพัสดุโดยศุลกากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พัสดุบางรายการอาจถูกสุ่มหรือคัดเลือกให้ตรวจสอบสินค้าจริง หรือผ่านกระบวนการตรวจสอบประเภทอื่น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อาจต้องพิจารณาว่าสินค้าปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การนำเข้า ใบอนุญาต หรือกฎระเบียบอื่น ๆ ครบถ้วนหรือไม่
การตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าพัสดุนั้นทำผิดกฎโดยอัตโนมัติ ขั้นตอนและระยะเวลาในการตรวจสอบขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบและสถานการณ์ของพัสดุแต่ละรายการ
วิธีช่วยลดความล่าช้า: ตรวจสอบก่อนจัดส่งว่าสินค้าสามารถนำเข้าประเทศปลายทางได้หรือไม่ และต้องใช้เอกสาร ใบอนุญาต หรือหนังสืออนุมัติพิเศษใดบ้าง
*แหล่งข้อมูลทางการ: UPS Thailand — สิ่งของต้องห้ามและสิ่งของที่มีข้อจำกัดในการจัดส่ง
5. อากร ภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ยังไม่ได้ชำระ
ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและเงื่อนไขการจัดส่ง พัสดุบางรายการอาจต้องชำระอากรศุลกากร ภาษีนำเข้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะได้รับการปล่อยพัสดุ
หากมีการเรียกเก็บเงินแต่ยังไม่ได้ชำระ การจัดส่งอาจล่าช้าได้
วิธีช่วยลดความล่าช้า: ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตามบริการจัดส่งที่เลือก หากได้รับข้อความหรืออีเมลเรียกเก็บเงิน ให้ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์หรือช่องทางบริการลูกค้าอย่างเป็นทางการของผู้ขนส่งก่อนชำระเงิน อย่ากดลิงก์ชำระเงินจากข้อความที่ไม่คาดคิดโดยไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
*แหล่งข้อมูลทางการ: DHL Express Thailand — พิธีการศุลกากร
6. สินค้าควบคุมหรือเอกสารอนุญาตไม่ครบถ้วน
สินค้าบางประเภทห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด ขณะที่สินค้าอีกหลายประเภทสามารถนำเข้าได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
พัสดุที่มีสินค้าควบคุมอาจถูกพักไว้ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าสามารถนำเข้าได้หรือไม่ หรือขอเอกสารเพิ่มเติม ในบางกรณี ผู้ขนส่งอาจไม่สามารถรับจัดส่งสินค้านั้นได้ตามข้อกำหนดของบริษัท แม้สินค้าจะไม่ได้ถูกห้ามนำเข้าในประเทศปลายทางก็ตาม
วิธีช่วยลดความล่าช้า: ตรวจสอบกฎการนำเข้าล่าสุดของประเทศปลายทางและข้อจำกัดของผู้ขนส่งก่อนส่งพัสดุ อย่าสันนิษฐานว่าสินค้าที่ผู้ขนส่งรับจากประเทศไทยจะสามารถนำเข้าได้ทุกประเทศโดยอัตโนมัติ
*แหล่งข้อมูลทางการ:
UPS — ข้อกำหนดการนำเข้าและส่งออกของแต่ละประเทศ
UPS Thailand — สิ่งของต้องห้ามและสิ่งของที่มีข้อจำกัดในการจัดส่ง
การคำนวณภาษีและอากรนำเข้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยแต่ละประเทศมีหลักเกณฑ์และข้อกำหนดแตกต่างกัน การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ส่งเตรียมเอกสารได้ถูกต้อง และประเมินค่าใช้จ่ายในการนำเข้าได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
1. ประเภทสินค้าและพิกัดศุลกากร
หน่วยงานศุลกากรจำแนกสินค้าตามลักษณะ องค์ประกอบ และวัตถุประสงค์การใช้งาน สินค้าแต่ละประเภทอาจมีอัตราอากรแตกต่างกัน และสินค้าบางชนิดอาจมีข้อกำหนดหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท อาจอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทางศุลกากรและอัตราอากรที่แตกต่างกัน อัตราที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากรและตารางอัตราอากรของประเทศปลายทาง
*แหล่งข้อมูลอ้างอิง: European Commission — Calculation of Customs Duties
2. มูลค่าทางศุลกากร
โดยทั่วไป การคำนวณอากรขาเข้าอ้างอิงจากมูลค่าทางศุลกากรของสินค้านำเข้าและอัตราอากรที่เกี่ยวข้อง มูลค่าทางศุลกากรอาจแตกต่างจากราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหลักเกณฑ์ของประเทศปลายทางอาจกำหนดให้รวมค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือค่าใช้จ่ายอื่นบางประเภทด้วย
การระบุรายละเอียดสินค้าและมูลค่าอย่างถูกต้องช่วยให้หน่วยงานศุลกากรประเมินสินค้าได้อย่างเหมาะสม การสำแดงมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงอาจทำให้มีการประเมินใหม่ เกิดความล่าช้า ถูกเรียกเก็บค่าปรับ หรือเกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
*แหล่งอ้างอิง: European Commission — Calculation of Customs Duties
3. ประเทศต้นกำเนิดสินค้า
ประเทศที่ผลิตหรือเป็นแหล่งกำเนิดของสินค้าอาจมีผลต่ออัตราอากรที่ต้องชำระ ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอาจช่วยลดหรือยกเว้นอากรสำหรับสินค้าที่เข้าเกณฑ์ แต่สิทธิประโยชน์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า แหล่งกำเนิดสินค้า ความตกลงที่เกี่ยวข้อง และเอกสารประกอบตามที่กำหนด
ประเทศที่ส่งพัสดุออกไปไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศต้นกำเนิดของสินค้านั้นเสมอไป การให้ข้อมูลประเทศต้นกำเนิดอย่างถูกต้อง พร้อมเอกสารที่จำเป็น จะช่วยให้หน่วยงานศุลกากรพิจารณาสิทธิและอัตราอากรได้อย่างเหมาะสม
*แหล่งอ้างอิง: UPS — How to Ship Internationally
4. ประเทศปลายทางและข้อกำหนดในท้องถิ่น
แต่ละประเทศมีข้อกำหนดทางศุลกากร อัตราภาษี ข้อยกเว้น และขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าที่แตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึงอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้า (VAT) ภาษีสินค้าและบริการ (GST) ภาษีสรรพสามิต หรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามที่กำหนด
มูลค่าของพัสดุเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าจะต้องชำระภาษีหรือไม่ ประเภทสินค้า กฎระเบียบของประเทศปลายทาง วัตถุประสงค์ในการจัดส่ง และข้อยกเว้นที่อาจใช้ได้ ล้วนมีผลต่อการพิจารณา
ก่อนส่งพัสดุ ควรตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าที่เป็นปัจจุบันของประเทศปลายทางทุกครั้ง
*แหล่งอ้างอิง: UPS — Import/Export Country Regulations
5. วัตถุประสงค์ในการจัดส่งและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ภายใต้หลักเกณฑ์บางประการ หน่วยงานศุลกากรอาจพิจารณาสินค้าเชิงพาณิชย์ ของใช้ส่วนตัว และของขวัญแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การระบุว่าพัสดุเป็นของขวัญหรือของใช้ส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นภาษีและอากรโดยอัตโนมัติ
การได้รับยกเว้นขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของประเทศปลายทางและคุณสมบัติของพัสดุแต่ละรายการ นอกจากนี้ หน่วยงานศุลกากรอาจขอเอกสารเพิ่มเติมหรือตรวจสอบสิ่งของภายในพัสดุได้
*แหล่งอ้างอิง: UPS — How to Ship Internationally
ก่อนส่งพัสดุไปต่างประเทศ
ก่อนส่งพัสดุไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศปลายทาง เตรียมข้อมูลการจัดส่งให้ถูกต้อง และยืนยันผู้รับผิดชอบภาษี อากร และค่าดำเนินพิธีการศุลกากรที่เกี่ยวข้อง
สำหรับบริการส่งพัสดุระหว่างประเทศจากประเทศไทย MADD สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการจัดส่งที่มีให้เลือกและการเตรียมพัสดุก่อนส่งได้ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและการพิจารณาของหน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทาง
ข้อสงวนสิทธิ์
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำวินิจฉัยด้านศุลกากร ภาษี หรือกฎหมาย ภาษี อากร ข้อยกเว้น และขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า ลักษณะการจัดส่ง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนดอาจมีการเปลี่ยนแปลง และค่าใช้จ่ายสุดท้ายเป็นไปตามการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจ
อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569
บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ (Express Shipping) ออกแบบมาเพื่อช่วยให้พัสดุจากประเทศไทยไปถึงปลายทางในต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น แต่แม้จะเลือกใช้บริการแบบ Express ก็ไม่ได้รับประกันว่าพัสดุทุกชิ้นจะถึงภายในวันที่กำหนดไว้เสมอไป
การจัดส่งระหว่างประเทศมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรับพัสดุ การดำเนินการเพื่อส่งออก การขนส่งระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากร ไปจนถึงการนำจ่ายในประเทศปลายทาง หากเกิดความล่าช้าในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ก็อาจส่งผลต่อกำหนดการจัดส่งโดยรวมได้
หากพัสดุ Express ล่าช้ากว่าที่คาดไว้ การทำความเข้าใจสาเหตุที่พบบ่อยจะช่วยให้ทราบว่าควรตรวจสอบอะไรและดำเนินการอย่างไรต่อไป
ต่อไปนี้คือ 7 สาเหตุที่อาจทำให้พัสดุ Express ถึงปลายทางล่าช้ากว่ากำหนด พร้อมแนวทางลดความล่าช้าที่สามารถป้องกันได้
1. ข้อมูลผู้ส่งหรือผู้รับไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
ข้อมูลการจัดส่งที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องอาจทำให้ผู้ให้บริการขนส่งดำเนินการจัดส่งได้ยากขึ้น ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่
- ชื่อผู้รับหรือที่อยู่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
- รหัสไปรษณีย์ไม่ถูกต้องหรือขาดหายไป
- หมายเลขโทรศัพท์ไม่ถูกต้องหรือติดต่อไม่ได้
- รายละเอียดสินค้าไม่ชัดเจน
- ข้อมูลในเอกสารประกอบการจัดส่งไม่ตรงกัน
หากผู้ให้บริการขนส่งต้องการข้อมูลเพิ่มเติม อาจต้องติดต่อผู้ส่งหรือผู้รับเพื่อขอคำชี้แจงก่อนดำเนินการต่อ
ควรทำอย่างไร: ตรวจสอบชื่อและนามสกุลผู้รับ ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมลให้ครบถ้วนก่อนส่งพัสดุ ตรวจสอบรายละเอียดสินค้าและเอกสารประกอบให้ถูกต้องตรงกัน พร้อมให้ข้อมูลตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
*แหล่งอ้างอิง: UPS Thailand — วิธีจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ
2. พัสดุอยู่ระหว่างดำเนินพิธีการศุลกากร
พัสดุระหว่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านศุลกากรและการนำเข้าของประเทศปลายทาง เจ้าหน้าที่อาจตรวจสอบข้อมูลสำแดงสินค้า มูลค่าและรายละเอียดสินค้า ขอเอกสารประกอบเพิ่มเติม หรือตรวจสอบสิ่งของภายในพัสดุ
หากศุลกากรต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องตรวจสอบสินค้า พัสดุอาจใช้เวลาผ่านพิธีการนานกว่าที่คาดไว้ ระยะเวลาดำเนินการแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า และเงื่อนไขของแต่ละกรณี
ควรทำอย่างไร: ระบุรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน สำแดงมูลค่าตามความเป็นจริง และเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วน ควรตรวจสอบด้วยว่าสินค้าที่ส่งต้องใช้ใบอนุญาตหรือใบรับรองพิเศษในประเทศปลายทางหรือไม่
*แหล่งอ้างอิง: DHL Express Thailand — พิธีการศุลกากร
3. ต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมหรือชำระภาษีและค่าธรรมเนียม
บางครั้งผู้ให้บริการขนส่งหรือศุลกากรอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ส่งหรือผู้รับ เช่น รายละเอียดสินค้า หลักฐานแสดงมูลค่าสินค้า หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการนำเข้า
นอกจากนี้ อากรขาเข้า ภาษี หรือค่าธรรมเนียมบางรายการอาจต้องชำระก่อนที่พัสดุจะได้รับการปล่อยเพื่อจัดส่งต่อ หากไม่ได้ส่งข้อมูลหรือดำเนินการชำระเงินตามที่กำหนดภายในเวลา พัสดุอาจถูกระงับไว้ชั่วคราว
ควรทำอย่างไร: ติดตามสถานะพัสดุและตรวจสอบการแจ้งเตือนจากผู้ให้บริการขนส่งอย่างสม่ำเสมอ หากได้รับคำขอให้ส่งเอกสารหรือชำระเงิน ควรตรวจสอบความถูกต้องผ่านเว็บไซต์ทางการหรือช่องทางบริการลูกค้าของผู้ให้บริการก่อนดำเนินการ
*แหล่งอ้างอิง: DHL Express Thailand — พิธีการศุลกากร
4. สภาพอากาศรุนแรงหรือเหตุขัดข้องที่ไม่คาดคิด
สภาพอากาศรุนแรง น้ำท่วม เหตุขัดข้องที่สนามบิน และเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่น ๆ อาจส่งผลต่อกำหนดการขนส่ง การคัดแยกพัสดุ และการนำจ่ายปลายทาง
เหตุขัดข้องอาจกระทบเพียงบางช่วงของเส้นทาง หรือส่งผลต่อเครือข่ายขนส่งในวงกว้าง แม้พัสดุจะออกจากประเทศไทยแล้ว สถานการณ์ระหว่างเส้นทางหรือในประเทศปลายทางก็อาจทำให้พัสดุถึงช้ากว่ากำหนดได้
ควรทำอย่างไร: ตรวจสอบประกาศแจ้งเตือนจากผู้ให้บริการขนส่ง และเผื่อเวลาเพิ่มเติมเมื่อมีการแจ้งเหตุขัดข้อง หากเป็นพัสดุเร่งด่วน ควรวางแผนจัดส่งล่วงหน้า แทนการอาศัยเฉพาะระยะเวลาขนส่งที่สั้นที่สุด
ตัวอย่างเช่น DHL Express Thailand มีหน้าประกาศแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการให้บริการ
*แหล่งอ้างอิง: DHL Express Thailand — ประกาศแจ้งเตือนบริการ
5. ปริมาณพัสดุสูงหรือเกิดความล่าช้าในการดำเนินงาน
ในช่วงเทศกาล วันหยุดสำคัญ ช่วงจัดรายการส่งเสริมการขาย หรือช่วงที่เกิดเหตุขัดข้องในการดำเนินงาน ผู้ให้บริการขนส่งอาจมีปริมาณพัสดุมากกว่าปกติ
พัสดุจึงอาจใช้เวลานานขึ้นในขั้นตอนคัดแยก การส่งต่อระหว่างศูนย์ขนส่ง หรือการนำจ่าย แม้ว่าข้อมูลการจัดส่งจะถูกต้องครบถ้วนก็ตาม
ควรทำอย่างไร: หากสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ควรส่งพัสดุก่อนวันหยุดสำคัญหรือกำหนดเวลาที่ต้องการให้ถึงปลายทาง และตรวจสอบประกาศล่าสุดของผู้ให้บริการขนส่งว่ามีความล่าช้าที่ส่งผลต่อบริการหรือไม่
*แหล่งอ้างอิง: UPS Thailand — ความช่วยเหลือด้านการติดตามพัสดุ
6. สินค้าต้องห้าม สินค้าควบคุม หรือสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต
สินค้าบางประเภทอาจต้องผ่านขั้นตอนการจัดการพิเศษ ใช้เอกสารเพิ่มเติม หรือได้รับอนุญาตก่อนส่งออกหรือนำเข้า ขณะที่สินค้าบางชนิดอาจไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ให้บริการขนส่ง หรือเป็นสินค้าต้องห้ามหรือสินค้าควบคุมในประเทศปลายทาง
หากพัสดุต้องผ่านการตรวจสอบตามข้อกำหนดเพิ่มเติม การดำเนินการอาจใช้เวลานานขึ้น
ควรทำอย่างไร: ก่อนส่ง ควรตรวจสอบข้อจำกัดของผู้ให้บริการขนส่ง กฎการนำเข้าของประเทศปลายทาง และเอกสารหรือใบอนุญาตที่จำเป็น อย่าสันนิษฐานว่าสินค้าทุกชนิดสามารถจัดส่งไปยังทุกประเทศได้ด้วยบริการแบบเดียวกัน
*แหล่งอ้างอิง: UPS — ข้อกำหนดและข้อบังคับของแต่ละประเทศ
7. วันที่คาดว่าจะจัดส่งมีการเปลี่ยนแปลง
วันที่คาดว่าจะจัดส่งถึงปลายทางขึ้นอยู่กับบริการที่เลือก รายละเอียดพัสดุ และข้อมูลที่ผู้ให้บริการขนส่งมีอยู่ในขณะนั้น กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้หากพิธีการศุลกากรใช้เวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดเหตุขัดข้องระหว่างการขนส่งและการนำจ่าย
หากสถานะติดตามพัสดุไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าพัสดุสูญหายเสมอไป ขั้นตอนที่ควรดำเนินการต่อขึ้นอยู่กับข้อมูลติดตามล่าสุดและกระบวนการตรวจสอบของผู้ให้บริการขนส่ง
ควรทำอย่างไร: ตรวจสอบสถานะล่าสุดและวันที่คาดว่าจะจัดส่ง หากพัสดุเลยกำหนดส่งที่แจ้งไว้ สถานะแสดงว่าต้องดำเนินการเพิ่มเติม หรือไม่มีความคืบหน้าเป็นเวลานาน ควรติดต่อผู้ให้บริการขนส่งเพื่อสอบถามรายละเอียด
*แหล่งอ้างอิง: UPS Thailand — ความช่วยเหลือด้านการติดตามพัสดุ
วิธีช่วยให้พัสดุ Express ถึงปลายทางตามกำหนด
ก่อนส่งพัสดุไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้
- ตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อของผู้รับให้ครบถ้วน
- ระบุรายละเอียดสินค้าให้ถูกต้องและสำแดงมูลค่าตามความเป็นจริง
- เตรียมใบกำกับสินค้าและเอกสารอื่น ๆ ที่ประเทศปลายทางกำหนด
- ตรวจสอบว่าสินค้าสามารถจัดส่งได้หรือไม่ และจำเป็นต้องมีใบอนุญาตนำเข้าหรือไม่
- ติดตามสถานะพัสดุและตอบกลับคำขออย่างเป็นทางการโดยเร็ว
- เผื่อเวลาเพิ่มเติมในช่วงวันหยุด สภาพอากาศรุนแรง หรือเมื่อมีประกาศเหตุขัดข้องในการขนส่ง
ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยลดความล่าช้าที่สามารถป้องกันได้ แต่ไม่สามารถขจัดความล่าช้าที่เกิดจากการพิจารณาของศุลกากรหรือเหตุขัดข้องที่ไม่คาดคิดได้ทั้งหมด
หากพัสดุ Express ล่าช้า ควรตรวจสอบสถานะติดตามพัสดุและคำแนะนำจากผู้ให้บริการขนส่งก่อน หากกำลังเตรียมส่งพัสดุจากประเทศไทยไปต่างประเทศ MADD สามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเตรียมพัสดุ เอกสารประกอบการจัดส่ง และบริการขนส่งที่มีให้เลือก เพื่อช่วยให้คุณเตรียมการจัดส่งได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ระยะเวลาจัดส่งขึ้นอยู่กับบริการที่เลือก ประเทศปลายทาง พิธีการศุลกากร และสถานการณ์ระหว่างการขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าพัสดุทุกชิ้นจะถึงปลายทางภายในวันที่ประเมินไว้
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ขั้นตอนและข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเทศ ประเภทสินค้า และผู้ให้บริการขนส่ง ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนจัดส่งทุกครั้ง
อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569
ส่งพัสดุ Express อย่างไรให้ถึงปลายทางตามกำหนด? 7 วิธีที่ควรรู้
การส่งพัสดุ Express เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการจัดส่งเอกสาร สินค้า หรือพัสดุไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้จะเลือกใช้บริการขนส่งด่วนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าพัสดุจะถึงปลายทางตรงตามกำหนดเสมอไป เพราะระยะเวลาจัดส่งยังขึ้นอยู่กับข้อมูลผู้รับ เอกสารประกอบการส่ง พิธีการศุลกากร และสถานการณ์ระหว่างการขนส่ง
การเตรียมพัสดุให้พร้อมตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและโอกาสเกิดความล่าช้าได้ ต่อไปนี้คือ 7 วิธีที่ควรรู้ก่อนส่งพัสดุ Express ไปต่างประเทศ
1. เลือกบริการจัดส่งให้เหมาะกับความต้องการ
ก่อนส่งพัสดุ ควรตรวจสอบระยะเวลาจัดส่งโดยประมาณของบริการแต่ละประเภท และพิจารณาว่าตรงกับกำหนดเวลาที่ผู้รับต้องการหรือไม่
หากเป็นเอกสารสำคัญ สินค้าที่ต้องส่งให้ลูกค้าตามกำหนด หรือพัสดุที่มีวันใช้งานแน่นอน ควรเผื่อเวลาไว้สำหรับขั้นตอนที่อาจอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ให้บริการ เช่น การตรวจสอบของศุลกากรหรือเหตุขัดข้องระหว่างทาง
โปรดทราบว่าระยะเวลาจัดส่งเป็นเพียงการประมาณการ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประเทศปลายทาง ประเภทบริการ และเงื่อนไขในการจัดส่ง
2. ตรวจสอบที่อยู่และข้อมูลติดต่อของผู้รับให้ครบถ้วน
ข้อมูลผู้รับที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องอาจทำให้พัสดุล่าช้า หรือไม่สามารถนำจ่ายได้ตามกำหนด
ก่อนส่ง ควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
- ชื่อและนามสกุลของผู้รับ
- บ้านเลขที่ ถนน เมือง และรหัสไปรษณีย์
- ประเทศปลายทาง
- หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
- ที่อยู่อีเมล หากจำเป็นสำหรับการติดต่อหรือแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม
ควรตรวจสอบรูปแบบที่อยู่ตามข้อกำหนดของประเทศปลายทางด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีรูปแบบรหัสไปรษณีย์หรือการเขียนที่อยู่แตกต่างจากประเทศไทย
3. เตรียมเอกสารศุลกากรให้ถูกต้องและครบถ้วน
การส่งพัสดุระหว่างประเทศอาจต้องใช้เอกสารประกอบ เช่น Commercial Invoice หรือเอกสารอื่นตามประเภทสินค้าและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
รายละเอียดของสินค้าในเอกสารควรชัดเจนและตรงกับสิ่งของที่ส่งจริง โดยควรระบุข้อมูลสำคัญ เช่น
- ชื่อหรือรายละเอียดสินค้าเป็นภาษาอังกฤษที่เข้าใจได้
- จำนวนและมูลค่าสินค้า
- วัตถุประสงค์ในการส่ง เช่น ของใช้ส่วนตัว ของขวัญ หรือตัวอย่างสินค้า หากเกี่ยวข้อง
- ประเทศต้นกำเนิดสินค้า เมื่อจำเป็น
- เอกสารหรือใบอนุญาตเพิ่มเติม หากสินค้าอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ
การระบุข้อมูลกว้าง ๆ เช่น “ของใช้” หรือ “ของขวัญ” โดยไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม อาจทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขอข้อมูลเพิ่ม ควรให้ข้อมูลที่อธิบายลักษณะสินค้าได้อย่างชัดเจนและตรงตามความเป็นจริง
4. ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าสินค้าของประเทศปลายทาง
สินค้าบางประเภทอาจถูกห้ามนำเข้า จำกัดปริมาณ หรือต้องมีใบอนุญาตและเอกสารเพิ่มเติม แม้จะสามารถส่งออกจากประเทศไทยได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำเข้าประเทศปลายทางได้โดยอัตโนมัติ
ก่อนส่ง ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ รวมถึงเงื่อนไขของผู้ให้บริการขนส่ง หากไม่แน่ใจว่าสินค้าสามารถจัดส่งได้หรือไม่ ควรสอบถามผู้ให้บริการก่อนนำพัสดุเข้าระบบ
การตรวจสอบล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยงที่พัสดุจะถูกระงับเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ถูกปฏิเสธการนำเข้า หรือจำเป็นต้องส่งกลับต้นทาง
5. แพ็คสินค้าให้เหมาะสมและติดฉลากให้ชัดเจน
การแพ็คพัสดุอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง และช่วยให้การจัดการพัสดุเป็นไปอย่างราบรื่น
ควรเลือกกล่องให้เหมาะกับขนาดและน้ำหนักของสินค้า ใช้วัสดุกันกระแทกตามความจำเป็น ปิดกล่องให้แน่นหนา และตรวจสอบว่าฉลากที่อยู่ติดอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน
หากนำพัสดุกลับมาใช้ซ้ำ ควรลอกหรือปิดฉลากและบาร์โค้ดเดิม เพื่อป้องกันความสับสนในการคัดแยกและจัดส่ง
สำหรับสินค้าที่แตกหักง่ายหรือมีข้อกำหนดพิเศษ ควรสอบถามวิธีแพ็คและเงื่อนไขการรับส่งจากผู้ให้บริการก่อนจัดส่ง
6. วางแผนส่งล่วงหน้าในช่วงเทศกาลหรือช่วงที่มีพัสดุจำนวนมาก
ช่วงเทศกาล วันหยุดยาว หรือช่วงที่มีปริมาณการสั่งซื้อออนไลน์สูง อาจทำให้การรับพัสดุ การคัดแยก และการนำจ่ายใช้เวลามากกว่าปกติ นอกจากนี้ วันหยุดของประเทศต้นทางและปลายทางอาจส่งผลต่อกำหนดการขนส่งด้วย
หากต้องการให้พัสดุถึงปลายทางภายในวันที่กำหนด ควรวางแผนและส่งล่วงหน้าเท่าที่ทำได้ ไม่ควรรอจนถึงวันสุดท้าย โดยเฉพาะพัสดุที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล วันเกิด งานสำคัญ หรือกำหนดส่งสินค้าให้ลูกค้า
ควรตรวจสอบประกาศเกี่ยวกับการให้บริการและเหตุขัดข้องจากผู้ให้บริการขนส่งก่อนส่งในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
7. ติดตามสถานะพัสดุและตอบกลับเมื่อมีการขอข้อมูลเพิ่มเติม
หลังส่งพัสดุแล้ว ควรเก็บหมายเลขติดตามพัสดุไว้และตรวจสอบสถานะเป็นระยะ หากสถานะแสดงว่าต้องดำเนินการเพิ่มเติม ควรติดต่อผู้ให้บริการหรือส่งเอกสารที่ร้องขอโดยเร็ว
บางกรณีผู้รับอาจต้องชำระภาษีอากร ให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือดำเนินการตามข้อกำหนดของศุลกากร การตอบกลับอย่างรวดเร็วช่วยลดเวลาที่พัสดุต้องรอการดำเนินการได้
หากสถานะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลานาน หรือเลยกำหนดจัดส่งโดยประมาณแล้ว ควรติดต่อผู้ให้บริการพร้อมแจ้งหมายเลขติดตามพัสดุ เพื่อให้ตรวจสอบสถานะและแนวทางดำเนินการต่อไป
Checklist ก่อนส่งพัสดุ Express ไปต่างประเทศ
ก่อนนำพัสดุไปส่ง ลองตรวจสอบรายการต่อไปนี้ให้ครบถ้วน
- เลือกบริการให้เหมาะกับกำหนดเวลาที่ต้องการ
- ตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ และเบอร์โทรศัพท์ผู้รับ
- เตรียม Commercial Invoice และเอกสารที่จำเป็นให้ครบถ้วน
- ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศปลายทาง
- แพ็คสินค้าอย่างเหมาะสมและติดฉลากให้ชัดเจน
- เผื่อเวลาสำหรับวันหยุดและเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้น
- เก็บหมายเลขติดตามพัสดุและติดตามสถานะหลังจัดส่ง
ส่งพัสดุ Express จากประเทศไทย พร้อมเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ต้นทาง
การลดความล่าช้าของพัสดุ Express เริ่มต้นได้จากการเลือกบริการที่เหมาะสม การตรวจสอบข้อมูลผู้รับ และการเตรียมเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน แม้จะไม่สามารถป้องกันความล่าช้าทุกกรณีได้ แต่การเตรียมตัวที่ดีช่วยลดปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้และทำให้การจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
ก่อนจัดส่งพัสดุไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบระยะเวลาจัดส่ง ข้อกำหนดด้านศุลกากร และเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าของประเทศปลายทางจากผู้ให้บริการขนส่ง เพื่อให้การจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด
หมายเหตุ: ระยะเวลาจัดส่ง ข้อกำหนดด้านศุลกากร และเงื่อนไขการรับส่งสินค้าแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทางและประเภทบริการ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับผู้ให้บริการขนส่งก่อนจัดส่งทุกครั้ง
อัปเดตล่าสุด: 16 ตุลาคม 2569
ไม่ใช่ดวง และไม่ใช่การสุ่ม แต่คือ “กฎหมายแต่ละประเทศปลายทาง”
ปัจจัยที่ใช้ตัดสิน
• ประเภทสินค้า (HS Code)
• มูลค่า
• ประเทศปลายทาง
• วัตถุประสงค์ (ใช้ส่วนตัว / ขาย)
ดังนั้นส่งของเหมือนกัน คนละประเทศ ภาษีต่างกัน
ปัจจัยที่กำหนดภาษีนำเข้า
• ประเภทสินค้า (HS Code)
• มูลค่าสินค้าที่ระบุในใบแจ้งราคา
• ประเทศปลายทาง
• วัตถุประสงค์การส่ง (ใช้ส่วนตัว หรือ ขาย/เชิงพาณิชย์)
การส่งสินค้าชนิดเดียวกันไปยังประเทศต่างกัน อาจทำให้ เสียภาษีแตกต่างกัน
ตามกฎของแต่ละประเทศ
ข้อควรรู้สำหรับผู้ส่งออก
• ศึกษา กฎและข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศปลายทาง ก่อนส่งทุกครั้ง
• ระบุ HS Code, คำอธิบายสินค้า และมูลค่าสินค้า ให้ชัดเจน
• แจ้งผู้รับล่วงหน้าเกี่ยวกับ ภาษีและค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้น
การเตรียมตัวล่วงหน้า ช่วยลดความล่าช้า และลดโอกาสที่ผู้รับปฏิเสธรับพัสดุ
หลายคนมักคิดว่า การแบ่งสินค้าใส่หลายกล่องเล็กจะช่วยประหยัดค่าขนส่งระหว่างประเทศแต่ความจริงแล้ว ในหลายกรณี การรวมสินค้าในกล่องเดียวอาจคุ้มค่ากว่า
ทำความเข้าใจเรื่องค่าขนส่ง
ค่าขนส่งแบบ Express จะคำนวณตาม น้ำหนักจริง และ น้ำหนักปริมาตรซึ่งแต่ละกล่องจะถูกคิดแยกกัน
ดังนั้น การส่งหลายกล่องเล็กอาจมีต้นทุนรวมสูงกว่าการรวมสินค้าในกล่องเดียวเพราะมีการคิดค่าขนส่งตามจำนวนกล่อง การรวมกล่องจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้
เรื่องภาษีและศุลกากร
• ภาษีและค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับ
• มูลค่าสินค้า
• ประเภทสินค้า (HS Code)
• กฎระเบียบของประเทศปลายทาง
หลายประเทศประเมินภาษีตาม มูลค่ารวมของ shipment ไม่ใช่ต่อกล่อง
ดังนั้น การแยกกล่อง ไม่ได้ช่วยลดภาษีเสมอไป และอาจซับซ้อนขึ้นในกระบวนการศุลกากร
ข้อจำกัดเฉพาะประเทศ
• บางประเทศอาจมีข้อกำหนด เช่น
• มูลค่าสูงสุดต่อกล่อง
• น้ำหนักสูงสุดต่อกล่อง
• กฎสำหรับสินค้าบางประเภท
การไม่ตรวจสอบข้อจำกัดเหล่านี้ อาจทำให้เกิดความล่าช้า หรือค่าปรับเพิ่มเติม
ข้อคิดสำคัญ
ประหยัดค่าส่ง: รวมสินค้าเป็นกล่องเดียวมักคุ้มกว่า
วางแผนภาษี: ควรตรวจสอบกฎของประเทศปลายทางก่อน
การตัดสินใจจัดส่งโดยคำนึงทั้ง ค่าใช้จ่ายและกฎระเบียบ จะช่วยให้คุณประหยัดทั้งเงินและเวลา
การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านขนส่งระหว่างประเทศ
เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้การจัดส่งปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด
Eng





































